มาทำความรู้จัก พระชินเขียว

มาทำความรู้จัก
มาทำความรู้จัก พระชินเขียว

มาทำความรู้จัก หลายๆคนมองข้ามพระชินเขียว ว่าเป็นพระเก๊,พระสนามบ้าง ซึ่งในความเป็นจริงมีข้อพิสูจน์หลายๆอย่างสามารถแยกแยะออกมาว่า พระชินเขียว มีจริงและเป็นพระกรุเก่าอายุหลายร้อยปี ซึ่งในที่นี้จะแนะนำจุดที่ใช้พิจารณาพระชินเขียวเบื้องต้นต้องมีองค์ประกอบเบื้องต้น 3 อย่าง

  1. คราบ – เกิดจากสิ่งละอองจากภายนอกเกาะติดฝังแน่นอยู่บนผิวพระอาจจะมีสีออกเขียว, เหลือง, น้ำตาล, ขาวหรือดำ ตามแต่สิ่งสกปรกที่เกาะอยู่ ซึ่งเมื่อนำไปล้างด้วยน้ำเปล่าจะไม่สามารถล้างออกได้
  2. ไข – เกิดจากปฏิกิริยาในเนื้อพระทำให้เกิดไข ซึ่งขึ้นกับส่วนผสมของโลหะในเนื้อพระซึ่งอาจจะมีทั้งแบบไขวัว ซึ่งจะมีลักษณะเป็นมันลื่นๆสีขาวอมเหลือง พอกเกาะติดอยู่บนผิว และแบบสนิมไข่แมงดา ลักษณะจะเป็นเม็ดเล็กๆไม่เท่ากันมีตั้งแต่ปลายเข็มจนถึงหัวตะปู พอกเป็นชั้นๆซึ่งสนิมไข่แมงดาจะมีลักษระเป็นทั้งเม็ดใสๆหรือสีขาว, สีเหลืองหรือสีน้ำตาลเป็นต้น
  3. ปานดำ – จะเกิดจากผิวของเนื้อพระที่ปราศจากการปกคลุมของไขหรือคราบ จะมีลักษณะเป็นปื้นๆสีน้ำตาล, สีเทาหรือสีดำ ซึ่งบางกรณีอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้จะทำให้เห็นเนื้อพระที่มีลักษณะสีออกเขียวอ่อนๆปนสีน้ำตาลเทา

ในการพิจารณาพระชินเขียวถ้าส่องดูแล้วมีองค์ประกอบครบทั้ง 3 ชนิดถือว่าสุดยอดดูง่ายครับ แต่โดยปกติถ้ามีแค่เพียง 1 องค์ประกอบดังกล่าวก็ถือว่าใช้ได้เป็นพระชินเขียวแท้เหมือนกัน

พระชินเขียวมีการสร้างหลายยุคและหลายสมัยตามประวัติที่ค้นพบชินเขียวที่เก่าที่สุดจะเป็นพระอัฏฐารส ของจ.พิษณุโลก ซึ่งประมาณกนว่ามีอายุการสร้างไม่ต่ำกว่า 500 ปี และต่อมาจะเป็นพระร่วงทรงเกราะ ของจ.สุโขทัย ซึ่งสร้างประมาณ 300-400ปี ซึ่งเป็นยุคปลายๆของอาณาจักรสุโขทัย หลังจากนั้นก็มีการสร้างโดยเรื่อยมาสมัยลพบุรี, อยุธยา จนเรื่อยมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์มีการสร้างกันอย่าแพร่หลาย

องค์ประกอบทั้ง 3 เป็นจุดสำคัญที่พระเก๊ไม่สามารถปลอมได้เหมือน เพราะต้องอาศัยกาลเวลาเป็นตัวช่วยทำให้เกิดองค์ประกอบทั้งหลาย

ดังนั้นเราควรเริ่มมาศึกษาหรือหัมมามองพระชินเขียวกันบ้าง เพราะราคาเช่าหายังไม่แรงหักและมีพิมพ์สวยๆมากมายให้เลือกใช้ครับ คนโบราณชอบห้อยพระเนื้อชินเขียวเพราะว่าพุทธคุณเรื่องเหนียวหรือคงกระพันเชื่อถือได้ครับ

ขอขอบคุณแหล่งที่มา dopratae.com…

ตำนานพระเครื่อง พระสมเด็จพระศาสดา เหรียญพระศาสดารุ่นแรก

เหรียญพระศาสดารุ่นแรก
พระสมเด็จพระศาสดา เหรียญพระศาสดารุ่นแรก

ตำนานพระเครื่อง พระสมเด็จพระศาสดา เหรียญพระศาสดารุ่นแรก

พระศาสดา เป็นพระพุทธรูปที่สร้างคราวเดียวกับพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์ ได้ประดิษฐานอยู่ในวิหารด้านทิศใต้ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมาแต่ต้น ต่อมาพระวิหารชำรุดไม่มีผู้ปฏิสังขรณ์ จึงได้อัญเชิญพระศาสดามาไว้ ที่วัดบางอ้อช้าง ทางแม่น้ำอ้อมจังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่ต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติปฏิสังขรณ์ วัดประดู่ คลองบางหลวง จึงได้ขออัญเชิญพระศาสดาไปเป็นพระประธาน

ล่วงมาถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริว่า พระศาสดาเป็นพระพุทธรูปอยู่ที่พระอารามหลวงมาแต่โบราณ ไม่สมควรอยู่ที่วัดอื่น จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมา ประดิษฐานไว้ที่มุขหน้าพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม เมื่อพ.ศ.2396 ต่อมาได้มีพระราชดำริว่า พระศาสดาและพระพุทธชินสีห์ เคยประดิษฐานอยู่ในพระอารามเดียวกันที่เมืองพิษณุโลก จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นในวัดบวรนิเวศวิหาร แล้วอัญเชิญพระศาสดาจากวัดสุทัศน์ ไปประดิษฐานไว้ในพระวิหารนั้น เมื่อพ.ศ.2406

เมื่อครั้งที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2516 นั้น คณะศิษย์ภายใต้การนำของ ม.ล.เกษตร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา องคมนตรี ซึ่งเคยเป็นพระภิกษุจรตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย เดชมหาราช ในการพระราชพิธีเสด็จออกทรงพระผนวชในปี พ.ศ.2499 ได้ขอประทานอนุญาต จัดสร้างพระพิมพ์สมเด็จชิ้นฟักแบบพระสมเด็จวัดระฆังฯ แต่ทำเป็นรูปจำลองของพระศาสดา

พระสมเด็จพระศาสดารุ่นแรก ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร สร้างจากมวลสารและวัตถุมงคลที่เหลือจากการสร้างพระพุทธพิมพ์ผงจิตรลดา ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระสมเด็จพระศาสดานี้ได้เข้าพิธีพุทธาภิเษกครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2516 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ทรงทำพิธีเป็นการส่วนพระองค์เป็นพิเศษพระราชทานด้วย ต่อมาได้เข้าพิธีพุทธาภิเษกเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ.2516 ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถือเป็นพระที่มีอานุภาพและมีความศักดิ์สิทธิ์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระเครื่อง ชุดใด ถือว่าเป็นพระผงอันดับหนึ่งของสมเด็จพระญาณสังวรฯ

พระสมเด็จศาสดา ที่พบเห็นโดยมากเป็นพิมพ์มีรัศมี คือเบื้องบนมีรัศมีเป็นแฉก ซึ่งปัจจุบันนิยมเล่นหากันถึงหลักหมื่นประมาณสองหมื่นบาทขึ้นไป ส่วนอีกพิมพ์หนึ่งที่พบเห็นน้อยมาก เนื่องเพราะสร้างจำนวนน้อย คือ พิมพ์ไม่มีรัศมี ปัจจุบันเล่นหากันหลักหมื่นต้นๆนอกจากนี้ยังมี เหรียญพระศาสดา ด้านหลังตาชั่ง ที่เล่นหากันอยู่ในหลักพันบาทด้วย

พระศาสดานี้ นับถือว่ามีพระพุทธคุณเป็นวาสนาบารมี แคล้วคลาด ปลอดภัย เจริญก้าวหน้า เมตตามหานิยม และโชคลาภ

ขอขอบคุณแหล่งที่มา www.khaosod.co.th…

ตำนานพระเครื่อง พระสมเด็จปรกโพธิ์

พระสมเด็จปรกโพธิ์

พระสมเด็จปรกโพธิ์

ตำนานพระเครื่อง พระสมเด็จปรกโพธิ์ ตามรอบอายุ และวาระต่างๆ คือ

  • ใบโพธิ์ ๑๐ ใบ ข้างละ ๕ ใบ เมื่อได้ สมณศักดิ์ เป็นพระครูสามัญ ขณะนั้นอายุได้ ๓๙ ปี
  • ใบโพธิ์ ๑๑ ใบ ข้างหนึ่ง ๕ ใบ (ทางด้านขวาขององค์พระ) และอีกข้างหนึ่ง ๖ ใบ (ทางด้านซ้ายขององค์พระ) เมื่อได้สมณศักดิ์เป็นพระครูปริยัติธรรม ขณะนั้นอายุได้ ๔๘ ปี
  • ใบโพธิ์ ๑๔ ใบ ข้างละ ๗ ใบ เมื่อได้สมณศักดิ์เป็นพระราชปัญญาภรณ์ ขณะนั้นอายุได้ ๕๖ ปี
  • ใบโพธิ์ทั้งหมด ๑๖ ใบ ข้างละ ๘ ใบ เมื่อได้เลื่อนเมื่อได้สมณศักดิ์เป็นพระธรรมกิติโสภณ ขณะนั้นอายุได้ ๖๕ ปี
  • ใบโพธิ์ ๑๗ ใบ ข้างหนึ่ง ๘ ใบ (ทางขวาขององค์พระ) และอีกข้างหนึ่ง ๙ ใบ (ทางด้านซ้ายองค์พระ) เมื่อได้สมณศักดิ์เป็นพระเทพกวี ขณะนั้นอายุได้ ๖๗ ปี
  • ใบโพธิ์ทั้งหมด ๑๘ ใบ แบ่งข้างละ ๙ ใบ เมื่อได้สมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ ขณะนั้นอายุได้ ๗๗ ปี
  • ใบโพธิ์ทั้งหมด ๒๕ ใบ แบ่งข้างละ ๑๒ ใบ ใบโพธิ์ทั้งหมด ๒๕ ใบ แบ่งข้างละ ๑๒ ใบ บนยอดพระเกศ ๑ ใบ (พิมพ์แววมยุรา) ถวายเป็นพิมพ์พระนิพพาน ขณะครองสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ เพื่อฉลองอายุครบ ๘๒ ปี

ตำนานพระเครื่อง สมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่

สมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่

ตำนานพระเครื่อง สมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่

สมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่

องค์ครู (องค์ลุงพุฒ) นับเป็น ๑ ในองค์ครูระดับตำนาน องค์พระสมบูรณ์ สวยงาม ไร้ที่ติ หลังเปลือกไม้ มวลสารแน่น ครบถ้วน ลงรักปิดทอง มีคราบรักน้ำเกลี้ยง

รูปทรงเป็นลักษณะบางแบน เนื้อในองค์พระสีขาวปูนมีรอยยุบ ย่น ตามกาลเวลาที่ผ่านมากว่า ๑๔๗ ปี หายากยิ่งกว่ารุ่นไหนๆ

ขอขอบคุณแหล่งที่มา สืบสานตำนานพระสมเด็จ จักรพรรดิ์แห่งพระเครื่อง…

ธรรมมะของสมเด็จโต บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน คำสอนสมเด็จโต

ธรรมมะของสมเด็จโต
ธรรมมะของสมเด็จโต บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน คำสอนสมเด็จโต

ธรรมมะของสมเด็จโต

วันอังคารที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๒
วันพระแรม ๘ ค่ำ เดือน ๗ ปีกุน

วันนี้อาตมาจะเทศน์ เรื่อง “บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน” คำว่าบุญ แปลแบบไทยๆ ว่าความดี ความสะอาดแห่งจิต เวลาให้ของแก่พระสงฆ์เรียกว่าทำบุญ

ส่วนการทำบุญในพุทธศาสนาเรียกว่าทำบุญ ส่วนการทำบุญในพุทธศาสนามีอยู่ด้วยกันมากมายหลายวิธี แต่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในธรรมะเรียกว่า บุญกริยาวัตถุ ๓ ซึ่งประกอบด้วย ทาน ศีล ภาวนา

เคยมีคนถามอาตมาว่าเกิดมาเป็นคนยากจนไร้ทรัพย์จะทำบุญอย่างไร อาตมา ก็ตอบเขาไปว่าการทำบุญ ไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินเงินทอง ก็สามารถที่จะร่วมทำบุญได้ แถมยังประหยัดอีกด้วยนั่นคือ

การรักษาศีลและการเจริญภาวนา ซึ่ง ๒ อย่างนี้จะได้อานิสงส์ผลบุญมากกว่าการให้ทานเสียอีก เพียงแต่ญาติโยมมองข้ามกันไป

โยมมักจะคิดทำบุญแต่การให้เท่านั้นเพราะว่ามันง่ายดี แต่การรักษาศีลและภาวนา ต้องเสียสละเวลาในการปฏิบัติ จึงรู้สึกว่าทำยากกว่า การทำบุญทุกอย่าง โยมต้องเข้าใจด้วยว่า

เพียงแต่เราตั้งใจหรือมีเจตนาที่จะทำบุญเท่านั้น โยมก็ได้กุศลแล้ว แต่บุญที่ได้รับยังเป็นส่วนน้อย ถ้าอยากได้บุญเต็มที่ต้องทำบุญให้ครบ ๓ อย่าง

๑ ทาน
คือการให้ ถ้ามีเงินทองมากก็ทำมาก มีเงินน้อยก็ทำน้อยตามกำลังตนถ้าไม่มีเงินทองใช้แรงกายก็ให้เป็นทานได้

๒ ศีล
พวกท่านทั้งหลายสังเกตหรือไม่ว่า เวลาที่ญาติโยมจะมาทำบุญ ทำไมพระท่านถึงให้พวกญาติโยมรับศีลก่อน เพราะท่านต้องการที่จะทำให้ผู้ให้มีจิตใจที่บริสุทธิ์ เมื่อทำบุญขณะนั้นก็จะได้รับผลเต็มกำลัง

จริงอยู่ที่บางคนไม่อาจถือศีลได้ตลอดเวลา อาจเป็นเพราะหน้าที่การงาน ทำให้ต้องผิดศีล แต่เราก็สามารถที่จะถือศีลได้ในขณะที่เรานอนในเวลากลางคืน และถือได้ครบทั้ง 5 ข้อด้วย

เพียงแต่เราอาราธนารับศีลทั้ง 5 ด้วยตนเองที่หน้าพระพุทธรูปที่บ้าน ซึ่งถือว่าเป็นการทำบุญที่ง่ายมากได้รับผลเต็มกำลัง ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จิตใจเต็มไปด้วยความเมตตากรุณา แต่ถ้าเกิดเราต้องตายในขณะนั้นก็ส่งผลให้เราไปสู่สุคติทันที

๓ ภาวนา หรือการสวดมนต์
คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันว่า การภาวนาสวดมนต์มีประโยชน์น้อย และเสียเวลามาก แต่ความจริงแล้วการสวดมนต์ภาวนา มีประโยชน์อย่างมากมาย

เพราะการสวดมนต์ภาวนา เป็นการกล่าวถึงคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ การสวดมนต์ภาวนาด้วยความตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ และใช้สติพิจารณาเกิดเป็นปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจ ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์ภาวนา ทำให้บรรลุไปสู่พระนิพพาน

ขอบคุณแหล่งที่มา สืบสานตำนานพระสมเด็จ จักรพรรดิ์แห่งพระเครื่อง

พระสมเด็จ พิมพ์กรุเจดีย์เล็ก ปางประทานพร องค์พระขนาดเล็ก เหมาะสำหรับสตรีบูชา

พิมพ์กรุเจดีย์เล็ก

พระสมเด็จ พิมพ์กรุเจดีย์เล็ก ปางประทานพร องค์พระขนาดเล็ก เหมาะสำหรับสตรีบูชา

พระสมเด็จ พิมพ์กรุเจดีย์เล็ก

ความเป็นมาของปางประทานพร ( ยืน)
มหาอุบาสิกาวิสาขา บุตรีของธนัญชัยเศรษฐี เป็นหญิงที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น เบญจกัลยาณี ได้แก่ มีผมงาม เนื้องาม ฟันงาม ผิวงาม วัยงาม

นางมีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก และเป็นพระโสดาบันบุคคลตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ ในช่วงฤดูฝนในพรรษาหนึ่ง นางวิสาขาได้ให้นางทาสีของนางมานิมนต์พระภิกษุ

พอดีฝนตก พระภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝนอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร นางทาสีเข้าใจว่าเป็นนักบวชลัทธิชีเปลือย จึงกลับไปบอกนางวิสาขา

หลังจากถวายภัตตาหารและพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทำภัตกิจเสร็จแล้ว นางวิสาขาจึงกราบทูลขอประทานพรจากพระพุทธองค์เพื่อถวายสิ่งของต่าง ๆ แก่ภิกษุ ภิกษุณี ได้แก่

  • ( ๑ ) ผ้าอาบน้ำฝน
  • ( ๒ ) อาหารสำหรับภิกษุอาคันตุกะ
  • ( ๓ ) อาหารสำหรับภิกษุผู้เตรียมจะไป
  • ( ๔ ) อาหารสำหรับภิกษุป่วยไข้
  • ( ๕ ) อาหารสำหรับภิกษุผู้พยาบาลภิกษุ
  • ( ๖ ) ยาสำหรับภิกษุผู้ป่วยไข้
  • ( ๗ ) ขอให้ได้ถวายข้าวยาคู
  • ( ๘ ) ผ้าอาบน้ำสำหรับภิกษุณี
    พระพุทธองค์ทรงประทานพรทั้ง ๘ ข้อแก่นางวิสาขา

ขอบคุณแหล่งที่มา facebook.com

ตำนานพระเครื่อง พระสมเด็จวัดระฆัง รุ่นพิมพ์ฐานแซม

รุ่นพิมพ์ฐานแซม

พระสมเด็จวัดระฆัง รุ่นพิมพ์ฐานแซม

พระสมเด็จวัดระฆัง รุ่นพิมพ์ฐานแซม มีรูปทรง สง่า สวยงาม น่าเลื่อมใส มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว

ลักษณะพิมพ์ทรง เป็นพระนั่งใน ระฆังคว่ำ หูเป็นแบบบายศรี มีเส้นแซมระหว่างใต้องค์พระ กับฐานชั้นบนสุด และใต้ฐานชั้นบนสุด กับฐานชั้นกลาง

  • มีคติ ความเชื่อตามชื่อเรียกว่า แม้นผู้ใดได้บูชาพระสมเด็จพิมพ์ฐานแซม จะเกิดความมั่นคงทางชีวิตการงาน และชื่อเสียง ดั่งมีฐานเสาเข็มที่แข็งแรงรองรับอย่างมั่นคง อีกทั้งเสริมเสน่ห์ เมตตามหานิยมแก่ผู้บูชาติดตัว

ตำนานพระเครื่องสมเด็จสองคลอง

ตำนานพระเครื่องสมเด็จสองคลอง

ตำนานพระเครื่องสมเด็จสองคลอง

ตำนานพระเครื่องสมเด็จสองคลอง มีลักษณะพิเศษคือ มีคราบกรุ ซึ่งเกิดจากปฏิกริยาของผงแป้ง ที่โรยก่อนจะบรรจุพระลงในกรุ ครั้งเมื่อน้ำท่วมวัด ทำให้น้ำทำลายแป้งจนเหลือเป็น คราบเกาะกรุ (คล้ายคราบฟองเต้าหู้) ติดองค์พระ

คราบกรุจะปรากฎมากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ว่า พระเครื่ององค์นั้นถูกบรรจุอยู่ที่ชั้นใด

ยิ่งลึกมากก็ยิ่งเกาะกันเป็นก้อนหิน จนไม่เห็นองค์พระ พระที่ยังพอมีสภาพใช้ได้ คือพระที่อยู่ชั้นบนๆของกรุ

สมเด็จสองคลอง เป็นพระเครื่องที่มีความเด่นกว่าพิมพ์อื่นๆ เพราะมีการปลุกเสกถึง ๒ ครั้ง คือ

  1. องค์พระสร้างที่วัดระฆัง เนื้อวัดระฆัง สมเด็จพระพุฒาจารย์โต ปลุกเสกเรียบร้อยแล้วจึงนำมาบรรจุกรุที่วัดบางขุนพรหม
  2. สมเด็จพระพุฒาจารย์โต ปลุกเสกก่อนลงบรรจุกรุที่วัดบางขุนพรหมอีกครั้ง

วงการผู้นิยมพระเครื่องต่างถามหา และนิยมสะสม เพราะเป็นพระที่มีอยู่ในกรุเท่านั้น สมเด็จโตไม่ได้สร้างเพื่อแจกให้ผู้ใด อีกทั้งมีจำนวนน้อยเพราะถูกน้ำทำลายไปก็มาก จึงเป็นพระที่หายากมากมาก…

ตำนานพระเครื่อง พระสมเด็จมวลสาร และขั้นตอนการสร้างพระสมเด็จ

พระสมเด็จมวลสาร และขั้นตอนการสร้างพระสมเด็จ

ตำนานพระเครื่อง พระสมเด็จมวลสาร และขั้นตอนการสร้างพระสมเด็จ

มวลสารที่ใช้ในการสร้างพระสมเด็จฯ ประกอบด้วย

  • ปูนขาวเป็นส่วนใหญ่ (เอาเปลือกหอยมาเผาเป็นปูนขาว)
  • ผงพุทธคุณ ซึ่งเกิดจาก การเขียนอักขระลงบนกระดานชนวนแล้วลบ จากนั้นนำผงที่ได้มาปั้นแล้วนำมาเขียนใหม่ ทำแบบนี้ซ้ำๆ โดยเริ่มจากผงปถมัง ผงอิทธิเจ ตรีนิสิงเห มหาราช และพุทธคุณ ผงที่ได้จึงมีอานุภาพสูงสุด
  • ส่วนผสมอื่นๆ ได้แก่ ใบลานเผา ดอกไม้แห้ง เศษจีวรพระ และเนื้อพระประสานด้วยน้ำมันตังอิ้ว เพื่อกันการแตกร้าว สำหรับขั้นตอนกรรมวิธีนั้น
  • นำเอามวลสารผสมแล้วนำมาตำเป็นเนื้อพระสมเด็จ
  • ปั้นเป็นแท่งสี่เหลี่ยม ตัดออกเป็นชิ้นๆ (เรียกว่า ชิ้นฟัก)
  • นำเนื้อพระสมเด็จชิ้นฟักวางลงที่แม่พิมพ์ ซึ่งแกะจากหินชนวน แล้วกดเนื้อพระกับแม่พิมพ์
  • ตัดขอบพระเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยใช้ตอกตัดดอกไม้ไผ่ที่ใช้จักสาน

พระสมเด็จวัดระฆัง แบบที่นิยมมีทั้งหมด ๕ พิมพ์ คือ

  1. พิมพ์ใหญ่ (พิมพ์ประธาน)
  2. พิมพ์ฐานแซม
  3. พิมพ์เจดีย์
  4. พิมพ์ปรกโพธิ์
  5. พิมพ์เกศบัวตูม

แหล่งที่มา facebook

จุดเริ่มต้น พระชุดเบญจภาคี ตำนานพระเครื่อง

จุดเริ่มต้น

จุดเริ่มต้น พระชุดเบญจภาคี

จุดเริ่มต้น พระชุดเบญจภาคี ตำนานพระเครื่อง

กำเนิดพระชุดเบญจภาคี
การจัดชุดของพระเบญจภาคี เริ่มมีขึ้นเมื่อราวๆปี พุทธศักราช 2490 ซึ่งเวลานี้สถานที่พบปะของผู้นิยมสะสมพระเครื่องจะอยู่ที่รอบๆข้างศาลแพ่ง โดยมีร้านขายกาแฟของมหาผันซึ่งนักนิยมพระเครื่องลางทั้งหลายมักเรียกกันว่า “บาร์มหาผัน” เป็นจุดนัดพบปะของผู้นิยม สะสมพระเครื่อง ท่านอาจารย์ตรียัมปวาย หรือ พ.อ.ผจญ กิตติประวัติ, น.ท.สันทัด แห่งกองทัพอากาศ หรือ ผู้กองสันทัด (ผู้จัดพระชุดมังกรดำ) และเพื่อนอีกสองสามคนมักจะมาพบปะกันอยู่เสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่งมีการคิดจะจัดชุดห้อยพระกัน ท่านอาจารย์ตรีฯ ท่านคิดจะจัดชุดพระที่มีความสำคัญ ซึ่งเป็นพระยอดนิยมจึงสนทนาปรึกษากันว่าจะห้อยพระอะไรบ้างจึงจะเหมาะสมสวยงาม
เริ่มจากพระชุดไตรภาคี
เริ่มจากการเลือกพระสมเด็จฯวัดระฆังเป็นองค์ประธาน เนื่องจากมีผู้เคารพศรัทธาในเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นอย่างมาก อีกทั้งพุทธคุณนั้นก็ครอบจักรวาล ด้วยพระคาถาที่ปลุกเสก คือ ชินบัญชรคาถา นอกจากนั้น พระสมเด็จฯ มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า และมีขนาดพอสมควรจึงเหมาะที่จะนำมาไว้เป็นพระองค์กลาง จากนั้น ก็หาว่าจะนำพระอะไรมาห้อยเป็นองค์ต่อไปซ้าย-ขวา จุดประสงค์หลัก คือ ต้องเป็นพระเก่าที่มีความนิยม จึงปรึกษากันจนได้ข้อสรุปว่าน่าจะเป็น พระนางพญาพิษณุโลกพิมพ์เข่าโค้ง ซึ่งสร้างโดยพระวิสุทธิกษัตรีย์ พระมเหสีของพระมหาธรรมราชา และ พระราชชนนีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ จึงนำพระนางพญามาสถิตย์อยู่เบื้องขวาของสร้อย องค์ต่อมาก็มีความเห็นในครั้งแรกว่า ควรจะเป็นพระรอดพิมพ์ใหญ่ กรุวัดมหาวัน ลำพูน ซึ่งเป็นพระเก่าแก่มาแต่โบราณ ตามตำนานว่าเป็นพระที่สร้างในสมัยพระนางจามเทวี เจ้าผู้ครองเมืององค์แรกของนครหริภุญชัย พุทธคุณนั้นก็เปี่ยมล้นไปด้วยนิรันตรายแคล้วคลาดปลอดภัย สถิตย์อยู่เบื้องซ้ายของสร้อย ในครั้งแรกนั้นก็จัดชุดได้ 3 องค์ จึงเรียกกันว่า พระชุดไตรภาคี โดยมีพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์พระประธาน(พิมพ์ใหญ่) อยู่ตรงกลางเป็นองค์ประธาน พระนางพญา กรุวัดนางพญา พิมพ์เข่าโค้งอยู่เบื้องขวา เป็นองค์ต่อมา และพระรอด พิมพ์ใหญ่ กรุวัดมหาวันอยู่เบื้องซ้าย ตามลำดับ
กลายมาเป็นพระชุดเบญจภาคี
หลังจากนั้นต่อมาซักระยะหนึ่ง จึงเห็นว่าขนาดพระของพระนางพญา พิมพ์เข่าโค้ง กับพระรอดที่ห้อยคู่กันนั้น ขนาดไม่เท่ากัน องค์หนึ่งใหญ่กว่าอีกองค์หนึ่ง ไม่ค่อยสมดุลเท่าไรนัก จึงคิดจะจัดชุดให้เป็น 5 องค์จะได้เป็นพระชุดใหญ่เต็มสร้อยพอดี (ส่วนมากสายสร้อยที่เขาห้อยคอนั้น มักจะมีห่วงห้อยพระได้ 5 องค์) จึงมานั่งคิดกันต่อว่า จะหาพระอะไรดีหนอจึงจะเหมาะสมกับพระทั้ง 3 องค์ที่จัดไว้แล้ว ก็มานึกถึงพระกรุทุ่งเศรษฐี พระเม็ดขนุน ซึ่งเป็นพระที่อุดมด้วยโภคทรัพย์และเป็นที่นิยมมากในสมัยนั้น สร้างในสมัยพระมหาธรรมราชลิไท มาจัดห้อยคู่กับพระนางพญาแทน แต่ต่อมาผู้กองสันทัดท่านก็ให้ความเห็นว่า พระเม็ดขนุนเป็นพระปางลีลา พระที่จัดชุดไว้แล้วเป็นพระปางประทับนั่งทั้งสิ้นมองดูคงจะไม่เข้ากันนัก อีกด้วยรูปทรงของพระเม็ดขนุนซึ่งเป็นรูปทรงรีๆ ยาวๆ น่าจะหาพระปางประทับนั่งเช่นเดียวกัน จึงเปลี่ยนอีกทีโดยนำพระกำแพงซุ้มกอ ซึ่งเป็นพระของกรุทุ่งเศรษฐีเช่นกัน ยุคสมัยเดียวกันมาจัดห้อยคู่กับพระนางพญา ก็ได้สมดุลทั้งขนาด รูปทรง และความเหมาะสม ทีนี้เป็นภาระในองค์สุดท้ายที่ต้องหามาให้เหมาะสมและสมดุลมีขนาดใกล้เคียง กับพระรอดซึ่งมีขนาดย่อม และอยู่ถัดขึ้นไปด้านบนของสร้อยจากพระทั้งสามองค์ ก็นึกกันขึ้นมาได้และเป็นข้อยุติคือ ใช้พระผงสุพรรณพิมพ์หน้าแก่ ซึ่งพบที่กรุวัดพระศรีมหาธาตุ สุพรรณบุรี ซึ่งจารึกลานทองระบุว่าพระมหาปิยะทัตสะสี ศรีสารีบุตรเป็นประธานในการสร้างบรรจุไว้ ซึ่งเพียบพร้อมทั้งด้านพุทธคุณตามที่ในลานทองระบุไว้ และเป็นที่นิยมกันมาก ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่ท่านสนทนากันในสมัยนั้น ก็เห็นว่าเหมาะสมและสมดุลกันอย่างเหมาะเจาะลงตัว จึงได้มาเป็นพระชุดเบญจภาคีขึ้นในครั้งแรก และผู้นิยมสะสมพระเครื่องต่างก็ยอมรับและชื่นชมในความสามารถที่จัดชุดพระยอด นิยมได้อย่างลงตัวที่สุด กล่าวโดยสรุปว่า พระชุดเบญจภาคีประกอบด้วย

  1. พระสมเด็จฯวัดระฆัง (พระประธาน) ซึ่งพุทธคุณครอบจักรวาล เป็นองค์แทนพระเครื่องที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์
  2. พระนางพญา พุทธคุณเด่นทางเมตตามหานิยมอยู่ยงคงกระพันชาตรี เป็นองค์แทนพระเครื่องที่สร้างในสมัยอยุธยา
  3. พระกำแพงซุ้มกอ พุทธคุณเด่นทางด้านโชคลาภ โภคทรัพย์ เป็นองค์แทนพระเครื่องที่สร้างในสมัยสุโขทัย
  4. พระรอด พุทธคุณเด่นทางด้านแคล้วคลาดนิรันตราย เป็นองค์แทนพระเครื่องที่สร้างในสมัยทราวดีตอนปลาย (หริภุญชัย)
  5. พระผงสุพรรณ นั้นพุทธคุณเด่นทางด้านโภคทรัพย์ แคล้วคลาด อยู่ยง เป็นองค์แทนพระเครื่องที่สร้างในสมัยอู่ทอง

จะเห็นว่าเป็นอัจฉริยะภาพของการจัดชุดพระเบญจภาคี อย่างลงตัว และมีความหมายทั้งทางพุทธคุณ พุทธศิลป์ และยุคสมัย จึงเป็นความนิยมสืบต่อมาจนทุกวันนี้…