รูปหล่อลอยองค์

ตำนานพระเครื่อง รูปหล่อลอยองค์ 7 เศียรรุ่นแรก จตุคามรามเทพ เนื้อชนวนพระบูชา ปี2532

รูปหล่อลอยองค์
รูปหล่อลอยองค์  7 เศียรรุ่นแรก จตุคามรามเทพ เนื้อชนวนพระบูชา ปี2532

รูปหล่อลอยองค์ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2532 ประกอบไปด้วยเนื้อต่างๆ คือ เนื้อทองคำ, เนื้อเงิน, เนื้อนวะพิเศษ(ชนวนบูชา 7 เศียรรุ่นแรก), เนื้อนวะโลหะ และเนื้อทองเหลือง

เป็นรูปเหมือนจำลององค์พ่อจตุคาม ซึ่งเนื้อนี้ได้นำเอาชนวนโลหะของพระบูชา 7 เศียร รุ่นแรกมาจัดสร้างขึ้นทำให้เนื้อนี้ค่อนข้างหายาก…

พระพุทธรูปปางสมาธิ

ตำนาน-ประวัติ พระพุทธรูปปางสมาธิ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร กทม.

พระพุทธรูปปางสมาธิ
พระพุทธรูปปางสมาธิ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร กทม.

พระพุทธรูปปางสมาธิ หรือ พระพุทธรูปปางตรัสรู้ พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ทั้งสองวางหงายซ้อนกันบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย พระชงฆ์ (แข้ง) ขวาทับพระชงฆ์ซ้าย

  • ประวัติพระพุทธรูปปางสมาธิ หรือ พระพุทธรูปปางตรัสรู้
    ภายหลังที่พระบรมโพธิสัตว์มีชัยชนะเหนือพญามารแล้ว ทรงบำเพ็ญสมาธิต่อไป เมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสปราศจากอุปกิเลสแล้ว ในปฐมยามทรงบรรลุปุพพเนิวาสานุสติญาณ คือ ระลึกชาติได้หลายชาติไม่มีที่สิ้นสุด ในมัชฉิมยามทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ คือ สามารถหยั่งรู้การเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ว่า สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้วตายไป ประสบสุขและทุกข์ตามกรรมที่ทำไว้ และในปัจฉิมยามพระองค์ทรงบรรลุอากาสวักขยญาณ ทรงทำอาสวกิเลสทั้งหลายให้ดับสิ้นไป จนได้บรรลุอนุตรสัมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเวลารุ่งอรุโณทัย ตรงกับวันเพ็ญเดือน 7 หรือขึ้น 15ค่ำ เดือน 6 (วันวิสาขบูชา) สถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปัจจุบันอยู่ในตำบลพุทธคยา อินเดีย
แขวงบางยี่ขัน

ตำนาน-ประวัติ หลวงพ่อแซกคำ วัดคฤหบดี แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กทม.

แขวงบางยี่ขัน

หลวงพ่อแซกคำ วัดคฤหบดี แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กทม.

ประวัติพระแซกคำ เป็นพระพุทธรูปประธาน ประดิษฐาน ณ พระอุโบสถหลวง วัดคฤหบดี แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กทม. หลวงพ่อแซกคำ เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองนพคุณ หรือทองคำโบราณ เป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยเชียงแสนยุคปลาย หน้าตักกว้าง 18 นิ้ว ปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ เป็นพระพุทธรูปทองคำโบราณ สร้างขึ้นประมาณระหว่างพ.ศ.1700-1800 พระแซกคำ เป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์คู่กับพระแก้วมรกต ได้อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ พ.ศ.2369 และ ร.3 โปรดพระราชทานให้เป็นพระประธานในพระอุโบสถของวัดคฤหบดี ตั้งแต่เริ่มตั้งวัดมาจนถึงปัจจุบัน

ประวัติหลวงพ่อแซกคำ วัดคฤหบดี
หลวงพ่อแซกคำ หรือ พระแซกคำมีประวัติการได้มาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 3 พระยาราชมนตรีฯ ซึ่งมีนิวาสถานไปพำนักที่แพข้างวังหลวง อุทิศที่อยู่เดิมสร้างเป็นวัดแล้วทูลเกล้าฯ ถวายในหลวงร.3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รับเข้าไว้เป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามว่า “วัดคฤหบดีอาวาส” ในสมัยนั้นพระยาราชสุภาวดี (เจ้าพระยาบดินทรเดชา) เป็นแม่ทัพ เสร็จจากศึกปราบกบฏเวียงจันทน์แล้วได้ยึดทรัพย์สมบัติกลับเข้ากรุงเทพรัตน โกสินทร์มากมาย รวมทั้งพระพุทธรูปสำคัญ คือ พระแซกคำ

ประวัติหลวงพ่อแซกคำ เมื่อประมาณปี 2500 พระญาณรังษี อดีตเจ้าอาวาสวัดคฤหบดี ในขณะนั้นมีสมณศักดิ์เป็น พระครูธรรมาภิรมย์ ได้ปรารภถึงหลวงพ่อแซกคำว่า ผู้ใดเป็นผู้สร้างกันแน่ ด้วยพระพุทธรูปมาจากเวียงจันทน์ มีอายุราว 900 ปี ในสมัยสุโขทัยตอนปลายถึงสมัยพระนางจามเทวีสร้างเมืองหริภุญชัย ทั้งนี้ พระนางจามเทวี พระธิดาของกษัตริย์แห่งอาณาจักรลาวปุระ ได้ไปเป็นนางกษัตริย์ครองเมืองหริภุญชัย จากการที่

ห่างบ้านเมืองมาทำให้พระนางรำลึกถึงพระคุณแม่พระชนกชนนี พระนางจึงมีพระราชประสงค์จะสร้างพระพุทธรูป 3 องค์ คือ พระเสริม พระสุก พระใส รุ่งขึ้นเช้า พระนางเสด็จพระราชดำเนินมายังมณฑลพิธี เพื่อทรงเปิดงานสมโภช ขณะกำลังนมัสการพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์อยู่นั้น พลันปรากฏพระพุทธรูปทององค์หนึ่งลอยมาจากอากาศ ลงมายังบริเวณมณฑลพิธีเข้าประดิษฐานแทรกอยู่ท่ามกลางพระพุทธรูปทั้ง 3 พระองค์ พระพุทธรูปทององค์

นี้ถูกต้องตามตำรามหาปุริสลักษณะและสวยงามมาก เมื่อมาแสดงปาฏิหาริย์ปรากฏต่อพระพักตร์พระนางจามเทวีและชนทั้งหลาย ณ มหาสโมสรนั้น พระนางก็ทรงโสมนัส ให้มีพิธีสมโภชพระพุทธรูปทั้ง 4 องค์ด้วยเหตุที่พระพุทธรูปที่ลอยมาจากเบื้องนภากาศ และเข้าประดิษฐานแทรกอยู่กลางพระพุทธรูปอีก 3 องค์ จึงพระราชทานนามว่า “พระแซก” แต่เนื่องจากเป็นทองจึงมีชื่อต่อว่า คำ เป็นนามว่า พระแซกคำ ซึ่งเป็นชื่อเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ตลอดมา

พระแซกคำ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่เป็นที่เคารพบูชาและเป็นพระพุทธรูปที่ประวัติเกี่ยว ข้องกับพระแก้วมรกตมาตลอด เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชอัญเชิญพระแก้วมรกตมาจากนครเชียงใหญ่ กลับไปยังล้านช้าง ซึ่งตรงกับช่วงกลางสมัยกรุงศรีอยุธยา ทรงประดิษฐานพระแก้วมรกตไว้คู่กับพระแซกคำองค์นี้ ต่อมาเมื่อทรงย้ายพระราชธานีจากหลวงพระบางลงมายังเวียงจันทน์ ก็โปรดให้เชิญพระแก้วมรกต พระบางและพระแซกคำ ลงไป

ประดิษฐาน ณ ราชธานีใหม่ด้วย พระแซกคำจึงนับเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญองค์หนึ่งยิ่ง ในรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ไปทำศึกเวียงจันทน์ ได้อัญเชิญพระแซกคำกลับมาถวายสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้ประดิษฐานไว้ที่ฐานชุกชีที่วัดอรุณราชวราราม ต่อมา พระยาราชมนตรี (ภู่) ต้นสกุลภมรมนตรี ซึ่งเป็นข้าราชบริพารเก่าแก่มาตั้งแต่ครั้งยังทรงกรม สร้างวัดคฤหบดีขึ้นน้อมถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ จึงได้พระราชทานพระแซกคำไว้เป็นพระประธานในพระอุโบสถ
พระแซกคำ เป็นพุทธรูปที่มีประชาชนให้ความเลื่อมใส มีความศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกันว่าผู้ใดมีความทุกร้อนก็มักไปบูชาบนบาน ของที่นิยมมอบให้ อาทิเช่น ข้าวเหนียว ลาบเนื้อ ปลาร้า ไข่เป็ด 100 ฟอง พวงมาลัยแล้วก็ทองคำเปลว ส่วนมหรสพที่มอบให้มักเป็นละครชาตรี หมอลำ หรือแอ่วลาว…

ปางจงกรมแก้ว

ตำนานพระพุทธรูป ปางจงกรมแก้ว วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร จ.นครปฐม

พระพุทธรูป ปางจงกรมแก้ว วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร จ.นครปฐม

พระพุทธรูป ปางจงกรมแก้ว อยู่ในพระอิริยาบถยืน พระบาทขวาก้าวเหยียบพื้น ยกซ้นพระบาทซ้ายขึ้น ปลายพระบาทจรดพื้น พระหัตถ์ทั้งสองประสานกันอยู่ที่หน้าพระเพลา ( ตัก ) ทอดพระเนตรลงต่ำ

พุทธประวัติพระพุทธรูป ปางจงกรมแก้ว และความเป็นมาของปางจงกรมแก้ว
สัปดาห์ที่ 3 หลังจากตรัสรู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเนรมิตที่จงกรมแก้วขึ้น ณ กึ่งกลางระหว่าง อนิมิสเจดีย์ กับ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ แล้วเสด็จจงกรม ณ ที่นั้นเป็นเวลา 7 วัน สถานที่นั้นได้นามว่า “รัตนจงกรมเจดีย์”…

คาถาพระพิฆเนศ

ตำนานของขลัง คาถาพระพิฆเนศ

คาถาพระพิฆเนศ

ตำนานของขลัง คาถาพระพิฆเนศ

คาถาพระพิฆเนศ

โองการพินธุ นาถังอุปปันนัง พรหมมะโน จะอินโธ
พิฆฆะเนศโต มหาเทโว อะหังวันทา มิสัพพะทา สิทธิกิจจัง
สิทธิกัมมัง สิทธิการิยัง ประสิทธิเม

พระองค์คือมหาเทพที่ประกอบด้วยความเมตตาต่อสัตว์โลกเราสวด คาถา พระพิฆเนศ เพื่อขอพรจากองค์ พระพิฆเนศ เพื่อให้ประสบความสำเร็จทุกประการ ใช้สวดเพื่อขอพรจากท่านหรือปัดเป่าเหตุร้าย…

ผ้ายันต์รอยมือรอยเท้า

ตำนานของขลัง ผ้ายันต์รอยมือรอยเท้า หลวงปู่เขียว

ผ้ายันต์รอยมือรอยเท้า

ตำนานของขลัง ผ้ายันต์รอยมือรอยเท้า หลวงปู่เขียว วัดหรงบน ต.บางตะพง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช

เป็นที่โจษขานกันมานาน ประสบการณ์โดดเด่นในเรื่องคุ้มภัยอันตรายต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งคงกระพัน มหาอุด เจอะกันเยอะมากกระทั่งทำให้ราคาเช่าหาแพงมาก แต่ว่าของที่ไม่ใช่ของแท้เลียนแบบก็มีมากมายด้วยเหมือนกัน…

พระกรุถ้ำพรรณราย

ตำนานพระเครื่อง พระกรุถ้ำพรรณราย

พระกรุถ้ำพรรณราย
พระกรุถ้ำพรรณราย

ตำนานพระเครื่อง พระกรุถ้ำพรรณราย

พระกรุถ้ำพรรณราย พระซุ้มกนก บัว2ชั้น เนื้อชินเงิน กรุถ้ำพรรณราย จ.นครศรีธรรมราช พระกรุถ้ำพรรณราย พบเห็นน้อยมาก บางคนพบเจออาจจะไม่รู้ว่าของที่ไหน

ขอขอบคุณแหล่งที่มา guaranteepra.com…

ตำนานพระแก่นจันทร์

ตำนานพระเครื่อง ตำนานพระแก่นจันทร์

ตำนานพระแก่นจันทร์

ตำนานพระแก่นจันทร์ ตามตำนานพุทธประวัติในสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปทรงเทศนาโปรดพระพุทธมารดา บนดาวดึงส์สวรรค์พรรษาหนึ่งนั้น พระเจ้าประเสนทิโกศล แห่งแคว้นโกศล มีความรำลึกถึงพระพุทธองค์ ด้วยมิได้ทรงเห็นเป็นช้านาน จึงตรัสให้นายช่างทำ พระพุทธรูปขึ้นด้วยไม้แก่นจันทน์แดง(พระแก่นจันทร์) ประดิษฐานไว้เหนืออาสนะที่พระพุทธองค์เคยประทับ

ครั้นพระพุทธองค์เสด็จกลับลงมาจากดาวดึงส์ถึงที่ประทับ ด้วยพระบรมพุทธานุภาพ ก็บันดาลให้ พระพุทธรูป แก่นจันทน์ เลื่อนหลีกจากพระพุทธอาสน์ จึงตรัสสั่งให้รักษา พระพุทธรูปพระแก่นจันทร์นั้นไว้ (เป็นที่มาของ พระพุทธรูปปางห้ามแก่นจันทร์ ) เพื่อสาธุชนจะได้ใช้เป็นแบบอย่าง สร้างพระพุทธรูปสืบไป นับเป็นการสร้างพระพุทธรูป เป็นครั้งแรก พระแก่นจันทร์ ถือเป็น พระพุทธรูปองค์แรกของโลก
พระพุทธรูปปางห้ามแก่นจันทร์ แต่”ตำนานพระแก่นจันทร์”นี้ บางท่านกล่าวว่าเป็นเพียงตำนาน(พระแก่นจันทร์)ที่ยังไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้อย่างชัดเจน ถ้าไม่นับพระแก่นจันทร์ก็สันนิษฐานกันว่า พระพุทธรูป นั้น เริ่มสร้างในราวพุทธศตวรรษที่ ๗ ตั้งแต่สมัยคันธารราฐ ซึ่งเป็นแคว้นที่อยู่ทางตอนเหนือ ของอินเดียโบราณ (ปัจจุบันอยู่ในแถบตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานและตะวันออกของอัฟกานอสถาน) ผู้ริเริ่มสร้างไม่ใช่ชาวอินเดียแต่เป็นพวกโยนก (กรีก) สันนิษฐานว่าเริ่มสร้างในสมัยพระเจ้าเมนันเดอร์หรือพระเจ้ามิลินท์ กษัตริย์เชื้อสายกรีกแห่งแคว้นคันธาระ หรือคันธาราฐ “ตำนานพระแก่นจันทร์” ที่สร้างขึ้นตามพระบรมพุทธานุญาตแต่สมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ยังทรงมีพระชนม์อยู่ ขัดต่อหลักฐานทางศิลปกรรมในพระพุทธศาสนา ที่เก่าแก่ที่สุดใน สมัย พระเจ้าอโศกมหาราช หามีการสร้างพระพุทธรูปไม่ มีแต่ทรงทำรูปสัญลักษณ์อื่นๆ เช่น รอยพระพุทธบาท ธรรมจักร เป็นต้น สมมติแทนพระพุทธรูปทุกแห่งไป

ข้อนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าประเพณีในการสร้างพระพุทธรูปยังไม่มีในสมัยนั้น หรือยังเป็นข้อห้ามอยู่ในมัชฌิมประเทศจนถึง พ.ศ. ๔๐๐ ข้อนี้แสดงให้เห็นว่าตำนานเรื่องพระแก่นจันทร์นั้น น่าจะเกิดขึ้นต่อสมัยเมื่อมีประเพณีสร้างพระพุทธรูปกันแพร่หลายแล้ว ราวใน พ.ศ.๗๐๐ ปี หรือ ๘๐๐ ปี”

ตำนานเรื่องพระแก่นจันทน์นั้น จากหลักฐานทางศิลปโบราณวัตถุสถานและพงศาวดารเหล่าปราชญ์จึงสันนิษฐานว่า ตำนานพระแก่นจันทน์ อาจเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีคตินิยมในการสร้างรูปพระพุทธเจ้าเป็นรูปมนุษย์ หรือพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางต่างๆ:ปางพระพุทธรูป ของประเทศไทย

ขอขอบคุณแหล่งที่มา ตำนานพระแก่นจันทร์…

กรุวัดอาวาสน้อย

ตำนานพระเครื่อง พระยอดขุนพล ชากังราว กรุวัดอาวาสน้อย เนื้อชินเงิน เมืองกำแพงเพชร

กรุวัดอาวาสน้อย
พระยอดขุนพล ชากังราว กรุวัดอาวาสน้อย เนื้อชินเงิน เมืองกำแพงเพชร

พระยอดขุนพล เจาะลึกพระเครื่อง โดย แล่ม จันท์พิศาโล พระยอดขุนพล ชากังราว กรุวัดอาวาสน้อย เนื้อชินเงิน เมืองกำแพงเพชร ในวงการพระเครื่อง ได้ให้ความหมายของคำว่า “พระยอดขุนพล” ไว้ว่า คือ พระเครื่องที่มีลักษณะครบ 4 ประการ อันได้แก่

  1. องค์พระสวมมงกุฎแบบเทริดขนนก
  2. ประทับนั่งอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว
  3. เป็นพระประทับนั่งปางมารวิชัย
  4. ประทับอยู่บนฐานกลีบบัวเล็บช้าง

พระยอดขุนพล มีหลายกรุ ที่โด่งดังมาก คือ

  1. พระยอดขุนพล ละโว้ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.ลพบุรี เนื้อชินเงิน ศิลปะสกุลช่างขอมในยุคลพบุรี ถือเป็นพระต้นแบบของ “พระสกุลยอดขุนพล” ทั้งหลาย
  2. พระยอดขุนพล อโยธยา กรุวัดราชบูรณะ จ.พระนครศรีอยุธยา เนื้อชินเงินผิวปรอทขาว เป็นพระเครื่องที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดย เจ้าสามพระยา สร้างล้อแบบพระลพบุรี เป็นพระเครื่องที่มีพุทธลักษณะวิจิตรงดงามอลังการและสมบูรณ์มาก แสดงให้เห็นถึงความสามารถของช่างว่ายอดเยี่ยมด้วยพุทธศิลปะ และสูงส่งด้วยจินตนาการ
  3. พระยอดขุนพล ชากังราว กรุวัดอาวาสน้อยเนื้อชินเงิน เมืองกำแพงเพชร เป็นพระเครื่องที่มีความงดงามอลังการอีกแบบหนึ่ง แต่ที่คล้ายกัน คือ “ซุ้มเรือนแก้ว” มีลวดลายสวยงามเป็นพิเศษ ตามลักษณะของ “พระยอดขุนพล” องค์นี้เป็นพระของ แมน ลพบุรี ผจก.ทั่วไป บริษัท ศรีสมบูรณ์ธุรกิจเซ็นเตอร์ จำกัด จ.ลพบุรี กล่าวสำหรับ พระยอดขุนพล ชากังราว กรุวัดอาวาสน้อยวัดนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามกับ วัดอาวาสใหญ่ ห่างกันประมาณ 500 เมตร เมืองกำแพงเพชร ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ลักษณะทางศิลปกรรมต่างๆ เป็นแบบอย่างเดียวกับเมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และพิษณุโลก ซึ่งเป็นเมืองในยุคเดียวกัน และมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวงเหมือนกัน พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเรียกชื่อเมืองกำแพงเพชรนี้ว่า “เมืองชากังราว”

เมืองชากังราว เป็นเมืองที่อาณาบริเวณกว้างใหญ่ มีสถาปัตยกรรมแบบต่างๆ จำนวนมาก มีวัดมากมายร่วม 20 วัด ทั้งในตัวเมืองและนอกเมือง สภาพเดิมของ เมืองเก่า (ชากังราว) ก่อนที่กรมศิลปากรดำเนินการสำรวจขุดแต่ง และบูรณะโบราณวัตถุ โบราณสถาน เพื่อเป็นแหล่งศึกษาทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปะและวัฒนธรรม ทั้งภายในกำแพงเมืองและนอกกำแพงเมือง สมัยก่อนเก่ามีรกร้างมาก ทำให้มีคนร้ายลักลอบขุดค้นโบราณวัตถุต่างๆ ได้ไปเป็นจำนวนมาก โบราณสถานในนี้มีอยู่วัดหนึ่ง คือ วัดอาวาสน้อย เป็นวัดที่ขุดพบพระเครื่องอันดับหนึ่งของเมืองชากังราว คือ พระยอดขุนพล ชากังราว เนื้อชินยอดนิยม พระยอดขุนพลพิมพ์นี้ สมัยก่อนมีบางคนเรียกว่า “พระเสมาตัด ชากังราว” มีทั้งเนื้อชินเงิน, เนื้อดิน และเนื้อว่าน บางองค์มีหน้าทองติดอยู่ด้วย พระพิมพ์นี้มีทั้งพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก พระยอดขุนพล ชากังราว ยังมีการขุดพบอีกหลายกรุ อาทิ กรุวัดบรมธาตุ และบริเวณลานทุ่งเศรษฐี พระที่ขุดพบนี้ส่วนมากมีสภาพสมบูรณ์ปานกลาง ผุกร่อน ผิวพระมีลักษณะดำคล้ำ ซึ่งเกิดจากรอยรานและรอยระเบิดของเนื้อพระ พระส่วนน้อยที่มีสภาพสวยสมบูรณ์ คมชัด และมักจะมีคราบปรอทขาวแวววับ ด้านหลังองค์พระเป็นลายผ้า มีผิวปรอทขาวประปราย และมีฝ้ากรุราดำ ขนาดองค์พระ กว้างประมาณ 3.8 ซม. สูงประมาณ 6.3 ซม. สนนราคาเช่าหา พระสภาพปานกลางหลักหมื่นกลางถึงหมื่นปลาย พระสภาพสวยสมบูรณ์ สนนราคาประมาณหลักแสนต้น ถึงแสนปลาย พุทธคุณ โดดเด่นด้านคงกระพัน แคล้วคลาดปลอดภัย เป็นพระเครื่องที่เหมาะกับชายชาติทหารระดับผู้นำหน่วยรบ หรือผู้บริหารองค์กรต่างๆ เป็นการเพิ่มอำนาจและบารมีได้ดีที่สุด (ขอขอบพระคุณ ข้อมูลจาก คุณชาติ วิศิษฏ์สรอรรถ ผู้ชำนาญพระเนื้อชิน และภาพจาก คุณแมน ลพบุรี)

ขอขอบคุณแหล่งที่มา samakomphra.com…

พระขุนแผนใบพุทรา

พระขุนแผนใบพุทรา เนื้อดิน กรุวัดใหญ่ชัยมงคล

พระขุนแผนใบพุทรา
พระขุนแผนใบพุทรา เนื้อดิน กรุวัดใหญ่ชัยมงคล

พระขุนแผนใบพุทรา กรุวัดใหญ่ชัยมงคล พระสกุลขุนแผนอีกพิมพ์หนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็คือ “พระขุนแผนใบพุทรา” กำเนิดที่ วัดใหญ่ชัยมงคล ได้แตกกรุออกมาพร้อมพระขุนแผนเคลือบ เป็นศิลปะของ

อยุธยาโดยแท้ พุทธลักษณะปางมารวิชัย ประทับอยู่บนบัวสองชั้น มีประภามณฑลอยู่เหนือศีรษะ ใต้ฐานบัวจะมีเส้นลากต่อมา ลักษณะคล้ายกับก้านพุทรา จึงเรียกกันว่า “พระขุนแผน ใบพุทรา” ด้านหลังจะมีลักษณะอูม มี

ทั้งเนื้อดินและเนื้อชินเงินเนื้อดินมีทั้งเนื้อหยาบและเนื้อละเอียด แต่เนื้อหยาบพบมากกว่า พระขุนแผนเนื้อดินจะตัดขอบเป็นรูปไข่ ยกเว้นเนื้อชิน ซึ้งจะตัดขอบชิดตัดชิดองค์ หรือมีปีกเล็กน้อย พระขุนแผน ใบพุทรา นอกจากจะพบที่กรุวัดใหญ่ชัยมงคลแล้ว ยังมีผู้พบที่กรุวัดราชบูรณะอีก แต่มีเฉพาะเนื้อชินเงิน ด้านพุทธคุณ ด้านเมตตามหานิยม และแคล้วคลาดยอดเยี่ยมทีเดียว…